Hedge คืออะไร

Hedge คืออะไร

ทำความรู้จักอีกหนึ่งวิธีป้องกันความเสี่ยงอย่าง Hedging และดูตัวอย่างการใช้งานได้จากบทความนี้ แต่ถ้าหากพร้อมแล้ว ก็เริ่มลงทุนได้เลย เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

อย่ากังวล อย่ากลัว ตลาดหุ้นไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คุณคิด
Note: 58 votes

Hedge หรือ Hedging คืออะไร

Hedge คือวิธีป้องกันความเสี่ยงในการลงทุน ซึ่งวิธีนั้นคล้ายคลึงกับการทำกรมธรรม์ประกันภัย หากคุณเป็นเจ้าของบ้านในพื้นที่เสี่ยงภัยคุณจะต้องปกป้องทรัพย์สินนั้นจากความเสี่ยงจากน้ำท่วม – การ Hedge ในที่นี้คือการทำประกันภัยน้ำท่วมนั่นเอง ในตัวอย่างนี้ คุณไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมแต่คุณสามารถวิเคราะห์และเตรียมการล่วงหน้าเพื่อบรรเทาอันตรายหากเกิดน้ำท่วม แต่อาจจะต้องแลกกับผลกำไรที่เป็นไปได้ ในขณะที่ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเราอาจจะต้องสละผลกำไรบางส่วน พูดง่ายๆ ก็คือการป้องกันความเสี่ยงนั้นไม่ฟรี ในกรณีของตัวอย่างนโยบายการประกันน้ำท่วม การชำระเงินรายเดือนนั้นคือรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น และหากน้ำไม่ท่วมจริงผู้ถือกรมธรรม์จะไม่ได้รับเงินประกัน แต่ถึงอย่างนั้นคนส่วนใหญ่ก็เลือกที่ยอมเสียค่าประกันที่มีราคาที่คาดเดาได้และจำกัด ดีกว่าการสูญเสียบ้านทั้งหลังของพวกเขา

ในโลกของการลงทุน การ Hedging นั้นทำงานในลักษณะเดียวกัน นักลงทุนและผู้บริหารการเงินใช้แนวทาง Hedging นี้เพื่อลดและควบคุมความเสี่ยง ในการทำ hedge อย่างเหมาะสมในโลกของการลงทุน เราต้องใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในตามกลยุทธ์ที่มีเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่พึงประสงค์ในตลาด วิธีที่ดีที่สุดในการทำเช่นนี้คือการลงทุนอีกครั้งในวิธีที่กำหนดและควบคุมได้ และแน่นอนแนวทางตามตัวอย่างของการประกันข้างต้นนั้นมีข้อจำกัด: ในกรณีของการประกันน้ำท่วมนั้นผู้ถือกรมธรรม์จะได้รับการชดเชยอย่างสมบูรณ์ แต่ในโลกของการลงทุนนั้นการ hedging นั้นมีทั้งความซับซ้อนและความน่าจะเป็นหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้

Perfect hedge นั้นคือ hedge ที่สามารถลดความเสี่ยงทั้งหมดในออร์เดอร์หรือพอร์ตนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ hedge นั้นแปรผกผัน 100% กับทรัพย์สินที่มีความเสี่ยง สิ่งนี้เป็นอุดมคติมากกว่าความเป็นจริงในการลงทุนและแม้แต่การป้องกันความเสี่ยงที่สมบูรณ์แบบตามสมมติฐานใช่ว่าจะไม่มีค่าใช้จ่าย 

การ Hedging ทำอย่างไร

วิธีการป้องกันความเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุดในโลกการลงทุนคือผ่านตราสารอนุพันธ์(derivatives) ตราสารอนุพันธ์เป็นหลักทรัพย์ที่โยกสินทรัพย์ใด ๆ ไปสู่อีกสินทรัพย์หนึ่งหรือมากกว่า รวมถึงตัวเลือกและการเปลี่ยนแปลง(swaps) ของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า สินทรัพย์ดังกล่าวสามารถเป็นได้ทั้งหุ้นพันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ สกุลเงิน ดัชนีหรืออัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ ตราสารอนุพันธ์สามารถเป็น Hedge ที่มีประสิทธิภาพต่อสินทรัพย์อ้างอิงของพวกเขาเนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองมีการกำหนดอย่างชัดเจนไม่มากก็น้อย นอกจากนี้ยังสามารถใช้ตราสารอนุพันธ์เพื่อตั้งค่ากลยุทธ์การซื้อขายในกรณีขาดทุน สำหรับการลงทุนในออร์เดอร์หนึ่งซึ่งจะถูกลดทอนหรือชดเชยจากกำไรที่ได้ในอนุพันธ์อื่นที่เทียบเท่ากัน

กลยุทธ์การ Hedging นี้ มีแนวโน้มที่จะขึ้นอยู่กับความเสี่ยงขาลงของการป้องกันความเสี่ยงพื้นฐานที่นักลงทุนต้องการที่จะกำจัด โดยทั่วไปยิ่งมีความเสี่ยงขาลงมากเท่าไหร่ Hedge ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และความเสี่ยงขาลงนั้นแสดงถึงระดับความผันผวนที่สูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ตามจุดหนึ่งมันก็ไม่สามารถ Hedge หรือนำเงินมาลงทุนเพิ่มได้หากการเทรดที่ทำไปไม่ได้ประสิทธิผล

การทำ Hedging ในตลาด forex

1.         Perfect Hedge: ใช้กับสกุลเงินชนิดเดียวกัน และมีขนาดออร์เดอร์ (สัญญา) เท่ากัน เช่น หากคุณ สั่ง Sell คู่สกุลเงิน GBP/USD ที่ราคา 1.31550 ขนาด 0.50 Lot แต่จากนั้นราคาพุ่งไปผิดทางกับที่คาดการณ์ไว้ คุณจึงสั่ง BUY ตามไป ที่ 1.31650 ขนาด 0.50 Lot เหมือนกัน และจากนั้นราคาก็พุ่งขึ้นไปอีก เป็น 1.31850 และคุณสังเกตได้ว่ามันเป็นแนวต้าน คาดว่ามันจะหยุดในไม่ช้า จึงปลดล็อคกำไรในส่วน BUY และได้กำไรทั้งหมด 200 จุด แต่เหลือ SELL เอาไว้ เผื่อไว้ว่าราคาจะกลับลงมาที่เดิม หรืออาจจะไม่ถึงราคาเดิมแต่รวมแล้วอาจจะได้กำไรเล็กน้อย อย่างไรก็ตามก็ดีกว่าขาดทุน

2.         Imperfect Hedge: จะทำกับค่าเงินเดียวกัน แต่มีขนาดออร์เดอร์ต่างกัน

เช่น ค่าเงิน GBP/USD ที่ราคา คุณเปิด SELL ที่ 1.31500 ขนาด 0.25 Lot แต่ตลาดผันผวนผิดคาด จึงทำให้ราคาพุ่งขึ้นซึ่งไม่ตรงกับที่คาดการณ์ไว้ จึงได้ทำการ BUY ตามน้ำไป ที่ 1.31550 ขนาด 0.5 Lot หลังจากนั้นราคาก็พุ่งขึ้นไปอีก จนถึง 1.31600 จึงตัดสินใจซื้ออีก 1 Lot แต่ราคาก็ยังไม่หยุด พุ่งขึ้นไปอีกถึง 1.31650 ก็เลย Buy อีก 1 Lot จะเห็นได้ว่าจากตัวอย่างนี้มีการ Buy ทั้งหมดถึง 4 ครั้ง เพื่อกระจายความเสี่ยงแต่สุดท้ายก็ได้กำไร

3.         Hedging ในสกุลเงินที่ต่างกัน ตัวอย่างคือ สั่ง SELL GBP/USD แต่ขณะเดียวกันก็ทำการ BUY EUR/USD และเมื่อเห็นว่าได้กำไรเมื่อไหร่ก็ปิดออร์เดอร์ทันที หรืออาจจะเก็บไว้และดูแนวโน้มของตลาด

4.         Hedging โดยการใช้ ออฟชั่น (Option) หรือ ไบนารี่ออฟชั่น (Binary Option) โดยวิธีการนี้จะมีความซับซ้อนขึ้นอีกนิดนึง ซึ่งมีเรื่องของอายุสัญญาเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ถึงแม้วิธีนี้จะมีความซับซ้อน แต่หากคุณเข้าใจมันเป็นอย่างดี มันจะทำให้เรามีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า และทำกำไรได้มากขึ้น แต่หากไม่เข้าใจมันก็อาจจะทำให้ขาดทุนได้เหมือนกัน

Hedging ผ่านการกระจายการลงทุน

การใช้อนุพันธ์ในการ Hedge ช่วยให้การคำนวณความเสี่ยงเป็นไปได้อย่างแม่นยำ แต่ต้องมีการวัดความซับซ้อนและมักจะมีเงินทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ตราสารอนุพันธ์ไม่ใช่วิธีเดียวที่จะทำ Hedge ได้ กลยุทธ์การกระจายพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงบางอย่างถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงได้แม้ว่าจะค่อนข้างหยาบ ตัวอย่างเช่น นาย ก อาจลงทุนในบริษัทสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีอัตรากำไรที่สูงขึ้น เขาอาจกังวลว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยอาจทำให้ต้องล้างพอร์ต วิธีหนึ่งในการแก้ปัญหานี้คืออาจซื้อหุ้นของบริษัทยาสูบหรือสาธารณูปโภคแทน

กลยุทธ์นี้สิ่งที่ต้องแลกมาซึ่งก็คือ หากค่าแรงสูงและงานมีจำนวนมาก กิจการผู้ผลิตสินค้าฟุ่มเฟือยอาจเจริญเติบโต แต่มีนักลงทุนจำนวนแค่หยิบมือที่มาลงทุนในหุ้นที่มีวัฏจักรหมุนเวียนที่หน้าเบื่อนี้ แต่พวกเขาไปลงทุนในหุ้นที่น่าสนใจกว่านั้น นอกจากนี้มันยังมีความเสี่ยง: ไม่มีการรับประกันว่าหุ้นสินค้าฟุ่มเฟือยและการทำ Hedge จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม หุ้นที่เราซื้อและ Hedge ที่เราทำอาจมีราคาลดลงทั้งคู่หากเกิดวิกฤตการเงินหรือด้วยเหตุการณ์อื่น ๆ เช่น   น้ำท่วมในประเทศจีน ซึ่งผลักดันให้ราคายาสูบสูงขึ้น ในขณะที่การประท้วงในเม็กซิโกก็มีผลเช่นกันในตลาดซื้อขายเงิน (silver)

ประโยชน์ของการทำ Hedging

1.ป้องกันความผันผวนของตลาด

หนึ่งในข้อดีของการทำ Hedging นั้นคือการป้องกันความผันผวนของตลาด ในกรณีที่มีเหตุการณ์หรือข่าวที่ไม่คาดคิด เช่นการประท้วงในเมกซิโก หรือการก่อการร้ายของกลุ่มไม่พึงประสงค์ ฯลฯ สิ่งนี้ส่งผลให้ราคาในตลาด Forex มีการผันผวนอย่างรุนแรงและนักลุงทุนอาจได้รับผลกระทบอย่างสาหัสหากไม่มีการทำ Hedging ไว้ล่วงหน้า

2. แก้ไขสถานการณ์กรณีเทรดพลาด

ในกรณีนี้คล้ายกับตัวอย่างข้างต้น คือเมื่อเราเปิดออร์เดอร์ Buy ไว้เพราะคาดว่าราคามันต้องพุ่งขึ้น แต่กลับกัน ราคาดันพุ่งตกลงอย่างไม่คาดคิด ในกรณีเช่นนี้คุณสามารถทำ Hedging คือการสั่ง Sell ในทิศตรงกันข้ามเพื่อหยุดการขาดทุนนี้ และจึงรอดูสถานการณ์หรือรอให้ราคากลับมาที่เดิม

3.เพิ่มกำไรในการลงทุนของคุณ

นอกจากการเลี่ยงหรือป้องกันความเสี่ยงแล้ว ประโยชน์ของ Hedging อีกหนึ่งข้อคือการเพิ่มกำไรให้การลงทุนของคุณได้ ในกรณีที่ราคาพุ่งไปตามแนวโน้ม เท่ากับว่าการลงทุนของคุณจะมีกำไรเป็น 2 เท่า (จากทั้งการ Buy และ Sell) แต่อย่างไรก็ตามคุณต้องทราบให้ดีว่าจุดกลับตัวของกราฟราคาจะไปอยู่ที่ใด เพื่อที่จะเข้า ออก ออร์เดอร์ได้อย่างแม่นยำ

ความเสี่ยงจากการทำ Hedging

การ Hedging เป็นเทคนิคที่ใช้ในการลดความเสี่ยง แต่สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือเกือบทุกวิธีการป้องกันความเสี่ยงจะมีข้อเสียของตัวเอง ตามที่ระบุไว้ข้างต้นคือการป้องกันความเสี่ยงนั้นไม่สมบูรณ์เสมอไป และไม่สามารถรับประกันความสำเร็จในอนาคตได้ และไม่รับประกันว่าการสูญเสียใด ๆ จะได้รับการบรรเทาหรือลดทอน นักลงทุนควรคิดถึงการป้องกันความเสี่ยงในแง่ของข้อดีและข้อเสีย ประโยชน์ของกลยุทธ์การลงทุนที่ได้นั้นคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะการ Hedging นั้นส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่การเพิ่มกำไร ควรจะจำไว้ว่าการ Hedging ที่สำเร็จนั้นเป็นเพียงการป้องกันการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นก็พอแล้ว