Drawdown คืออะไร

Drawdown คืออะไร

เรียนรู้ความหมายและการรับมือกับ Drawdown และแก้ไขการขาดทุนให้ทันท่วงทีได้จากบทความนี้ และหากพร้อมแล้วก็เริ่มเทรดกันได้เลย เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

อย่ากังวล อย่ากลัว ตลาดหุ้นไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คุณคิด
Note: 40 votes

Drawdown คืออะไร

Drawdown คืออัตราส่วน (%) ของส่วนที่ขาดทุนสะสมต่อ balance (เงินทุน) หรือก็ค่าแสดงค่าตรงข้ามกับกำไรสะสม โดยทั่วไปหาก % Drawdown ยังน้อยกว่า 30% ถือว่ายังอยู่ใน safe zone ซึ่งยังสามารถกู้คืนกลับมาได้ แต่หากเกิน 30% ไปนั้น ถือว่าเข้าเกณฑ์อันตรายแล้ว

ตัวอย่างแรก หากคุณถือเงินทุนในพอร์ตอยู่ $20,000 และแต่ขาดทุนไป $5,000 เมื่อคำนวณ % การขาดทุนเมื่อเทียบกับเงินทุนทั้งหมดแล้วก็คือ 25% นั่นเอง

อีกตัวอย่างนึงคือกรณีที่คุณมีเงินลงทุนทั้งหมด $20,000 และได้ทำการเทรดไปทั้งหมด 4 ครั้ง แต่ดันขาดทุนทุกครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งขาดทุนครั้งละ $200 รวมทั้งหมดก็คือ $800 หากเทียบกับ balance ที่มีก็คือ 4% นั่นเอง [(800/20,000)*100]

ลักษณะของ Drawdown แบบต่าง ๆ

  • Maximal Drawdown หมายถึงจุดที่มีการขาดทุนสะสมต่อเนื่องสูงที่สุด โดยคำนวณจากผลต่างของจุดต่ำสุดและจุดสูงสุด ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ใช้ค่านี้ในการประเมินความสามารถของ Expert Advisor ว่ามีประสิทธิภาพดีแค่ไหน ซึ่งโดยทั่วไปไม่ควรมากกว่า 20% (หากเกินกว่านี้ถือว่ายังไม่ดีพอ) เพราะหาก Expert Advisor นั้นดีจริง และมีการ Stop Loss อย่างเหมาะสม มันเป็นไปได้ยากที่จะทำให้ Max Drawdown สูงกว่า 20%

Maximum Drawdown = (Equity peak – Equity low) / Equity peak

  • Relative Drawdown หมายถึงจุดขาดทุนต่อเนื่องสูงสุดที่จุดใดจุดหนึ่งของการลงทุน (balance) ซึ่ง Relative Drawdown สามารถใช้ตรวจสอบระบบหรือเครื่องมือ Expert Advisor หรือกลยุทธ์การลงทุนได้ ว่ามีการขาดทุนต่อเนื่องกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินในพอร์ต (balance) ในช่วงเวลานั้น กล่าวคือ 25% หมายความว่าอาจมีช่วงใดช่วงหนึ่งในการลงทุนที่เราอาจขาดทุนต่อเนื่องสูงสุดถึง 25% ในช่วงนั้น ๆ

ยกตัวอย่างเช่น หากมีเงินทุน $2,000 อาจลงทุนแล้วขาดทุนติดต่อกันถึง $500 ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งค่า Relative Drawdown ก็แสดงถึงความปลอดภัยในการลงทุนนั้น โดยทั่วไป Relative Drawdown ที่เหมาะสมคือไม่ควรเกิน 20% และห้ามเกิน 30% แต่หากลงทุนหลายสกุลเงิน ยิ่งต้องระวังไม่ให้เกิน 15% เพราะการเทรดในตลาดจริงนั้นหากเกิด drawdown มาก ๆ มันอาจจะยากในการกู้คืนมาได้ หรืออาจเป็นไปไม่ได้เลยก็คือต้องยอมขาดทุนไป

  • Absolute drawdown คือ จำนวนขาดทุนสะสมที่มากที่สุดตั้งแต่เริ่มต้นการลงทุน (เริ่มต้นฝากเงิน) ซึ่งค่านี้สามารถระบุได้ว่าเงินลงทุนที่เรามีนั้นรองรับกับระบบเทรดหรือเครื่องมือใด ๆ ได้ดีแค่ไหน ในกรณีเช่น EA บางตัวที่ให้กำไรสูงมาก (Net) แต่มีค่า Absolute drawdown สูงจนกินเงินทุนเราหมดก่อนที่เราจะได้กำไรคืน ซึ่งค่า Absolute drawdown นี้ไม่ได้แสดงเป็น % และนักลงทุนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับ drawdown สองตัวข้างต้นมากกว่า

บาง Expert Advisor หรือระบบเทรดที่ให้กำไรสุทธิสูงจนน่าดึงดูด อีกทั้งมี Absolute Drawdown ที่ไม่สูงเกินไป อย่างไรก็ตามมันดันมี Maximum Drawdown มาก แบบนี้แสดงว่า EA ตัวนี้นั้นให้กำไรได้เยอะ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนเยอะได้เช่นกัน ซึ่งนักลงทุนก็ต้องระวังในจุดนี้ด้วย

ความท้าทายในการกู้กำไรคืนจาก Drawdown

หากคุณเทรดแล้วไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์จนทำให้ขาดทุน นั่นเป็นเรื่องปกติ แต่หากปล่อยให้การขาดทุนนั้นยืดเยื้อต่อเนื่องและ Drawdown ไม่มีทีท่าว่าจะลด นี่เป็นสัญญาณร้าย เพราะยิ่ง % Drawdown สูงขึ้นเท่าไหร่ การที่จะกู้คืนส่วนที่ขาดทุนไปก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น สังเกตค่าได้จากตารางนี้ จะเห็นได้ว่ากำไรที่จะต้องกู้คืนนั้นไม่เท่ากับ % ขาดทุนสะสมนะครับ

% Drawdown % กำไรที่ต้องทำได้ ในการกู้คืนมาเท่าทุน
10% 11%
20% 25%
30% 43%
40% 67%
50% 100%
60% 150%
70% 233%
80% 400%
90% 900%
100% ล้างพอร์ต

Drawdown เกิดจากอะไร

1. แผนการลงทุนหรือกลยุทธ์การลงทุนไม่ดีพอ

สิ่งนี้รวมไปถึงขาดความรู้การใช้งานเครื่องมือช่วยเทรด เครื่องมือวิเคราะห์ อินดิเคเตอร์ ฯลฯ แน่นอนว่าการลงทุนมีความเสี่ยง แต่หากเรามีความรู้และเครื่องมือที่เหมาะสม มันก็เป็นตัวช่วยป้องกันความเสี่ยงของเราได้พอสมควร แต่หากผู้ที่ไม่รู้จักวิธีใช้มันให้ถูกต้อง ก็เท่ากับเสียเปรียบนักลงทุนที่เขามีเครื่องมือและกลยุทธ์ที่พร้อมกับทุกสถานการณ์

2. เทรดจนลืมตัว ไม่ได้บริหารการเงิน

นักลงทุนบางรายยังขาดการจัดการหรือบริหารเงินในพอร์ตไม่ดีเท่าที่ควร สิ่งนี้อาจทำให้เกิดการขาดทุนสะสม เป็นผลให้ Drawdown พุ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่ทันตั้งตัว แต่หากนักลงทุนที่มีการบริหารการเงินที่ดีแล้ว เขาย่อมเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ร้าย ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ และสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที

3. ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจมากเกินไป

แน่นอนว่านักเทรดส่วนใหญ่ย่อมรู้ดีว่าทฤษฎีการเทรดที่ควรจะเป็นมีอะไรบ้าง และทำอย่างไรจึงจะได้กำไร แต่สิ่งที่สำคัญที่ทำให้ผู้ลงทุนบางท่านยังขาดทุนก็คือการที่พวกเขาใช้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะถึงแม้ว่าคุณจะมีทฤษฎี กลยุทธ์ หรือเครื่องมือการเทรดที่ดีเพียงใด แต่คุณไม่เชื่อตามทฤษฎีหรือเครื่องมือนั้น มันก็ไม่มีประโยชน์ และอีกหนึ่งสิ่งที่น่ากลัวคือความโลภนั่นเอง ดังนั้นคุณต้องเทรดอย่างมีสติ จงอย่าให้ความโลภหรืออารมณ์มาควบคุมการตัดสินใจของคุณจนทำให้ทฤษฎีที่คุณยึดมั่นนั้นไม่ได้ผล

ประโยชน์ของ Drawdown

1. เป็นสัญญาณเตือนก่อนเข้าโซนอันตราย

Drawdown มันเหมือนกับตัวเลข countdown แต่ในทางกลับกันคือมันเพิ่มขึ้น และตัวเลขนี้เพิ่มมากขึ้นเข้าใกล้ 100 เท่าไหร่ มันเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณอาจต้องล้างพอร์ตในไม่ช้า จึงไม่ควรละเลยและประมาท และควรควบคุม % Drawdown ให้อยู่ในโซนปลอดภัย (น้อยกว่า 25%) จะดีที่สุด

2. คุมการขาดทุนให้อยู่ในโซนปลอดภัย

% Drawdown ของแต่ละคนที่คิดว่าปลอดภัยนั้นแตกต่างกันไป แต่หากใครที่คิดว่าต้องการ play safe และไม่อย่างเสี่ยงกับการล้างพอร์ตภายหลัง ผมแนะนำว่าควรคุมค่า Drawdown ไม่ให้เกิน 25% (อย่างแย่สุดไม่ควรเกิน 30%) เพราะเป็น % ที่คุณยังสามารถรับมือและสามารถแก้ไขสถานการณ์หรือกู้คืนกำไรกลับมาได้ทัน แต่หากเลยไปกว่านั้นแล้ว มันอาจจะยากลำบาง หรืออาจถึงขั้นล้างพอร์ตในที่สุด ทางที่ดีจึงควรกันไว้แต่เนิ่น ๆ นะครับ

สรุปภาพรวม

เราควรหมั่นศึกษาและอัพเดทความรู้ด้านการลงทุนและเครื่องมือช่วยลงทุนอยู่เสมอ ซึ่ง Drawdown นี้ก็เหมือนสัญญาณเตือนที่เราสามารถตรวจสอบความปลอดภัยของพอร์ตของคุณ เพื่อให้คุณสามารถบริหารจัดการเงินของคุณได้ หากตัวเลข Drawdown ยังคงเพิ่มขึ้น มันเป็นสัญญาณว่าเทคนิคการเทรด กลยุทธ์ หรือเครื่องมือเทรดที่คุณใช้ยังมีข้อบกพร่อง หรืออาจไม่เหมาะสมกับสภาวะในตลาดในขณะนั้น

อย่างไรก็ตามการ panic หรือวิตกกังวลเกินไปก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีเช่นกัน ทางที่ดีคือควรตรวจสอบเครื่องมือหรือเทคนิคการเทรดของคุณให้มั่นใจ และทำตามแผนการที่ได้ประสิทธิภาพ หากวิธีการเทรดนั้นได้ประสิทธิภาพจริงก็ควรทำตามแผนนั้น ๆ ไม่ควรใช้อารมณ์ในการตัดสินใจมากจนเกินไปจนทำให้แผนที่วางไว้ไม่ได้ผล อีกทั้งการเทรดอย่างมีสติจะทำให้รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และสามารถเตรียมรับมือกับสถานการณ์อันไม่คาดคิดได้