Dow Theory (ทฤษฎีดาว) คืออะไร 

Dow Theory (ทฤษฎีดาว) คืออะไร 

เรียนรู้ทฤษฎีดาว หรือ Dow Theory ได้จากบทความนี้ และประยุกต์ใช้มันในการลงทุนของคุณเพื่อสร้างกำไรได้อย่างง่าย ๆ หากพร้อมแล้วก็เริ่มลงทุนได้เลย เพียงคลิกปุ่มด้านล่าง

อย่ากังวล อย่ากลัว ตลาดหุ้นไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คุณคิด
Note: 56 votes

       ทฤษฎี Dow Theory นั้นถูกคิดค้นโดย Charles Dow ผู้คิดค้นดัชนีราคาสำหรับการวิเคราะห์ตลาดการเงินเป็นคนแรกในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นแบบฉบับของเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่น ๆ ที่นักลงทุนใช้กันในทุกวันนี้ เขาจึงได้ชื่อว่าเป็นบิดาของวงการเศรษฐกิจคนหนึ่งเลย

เจาะลึกหลักการของ Dow Theory

1. ราคาคือสิ่งสะท้อนของทุกอย่าง

ราคา ถือเป็นสิ่งสะท้อนของภาพรวมในตลาด ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยต่าง ๆ เช่นผลกระทบทางการเมือง ข่าวทางเศรษฐกิจ และความต้องการของนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาด ซึ่ง Dow ให้ข้อเสนอว่าทุกอย่างนั้นได้ถูกสะท้อนเป็นราคาในช่วงเวลานั้น ๆ

2. การเคลื่อนไหวของราคามักมีแนวโนมเสมอ

เมื่อมองตลาดในภาพรวมแล้ว Dow ให้ข้อเสนอว่าราคาของตลาดจะมีการเคลื่อนที่อย่างมีแนวโน้มเสมอ ไม่ว่าจะขึ้น (Bull market) หรือลง (Bear market) ซึ่งแนวโน้มนี้อาจแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบดังนี้

2.1 แนวโน้มหลัก – Primary trend เป็นแนวโน้มที่มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี

2.2 แนวโน้มรอง – Secondary trend แนวโน้มนี้จะอยู่ระหว่างช่วงพักตัวของแนวโน้มหลัก

2.3 แนวโน้มย่อย – Minor trend มีระยะเวลาน้อยกว่า 6 วัน ซึ่งสิ่งนี้ในตลาดถือว่าเป็นเพียงการรบกวน (noise) เพราะมันไม่ส่งผลอะไรมากนักต่อภาพรวมของตลาด

3. ราคา (Indices) ต้องพิสูจน์ซึ่งกันและกัน

ในกรณีมีสัญญาณการเกิดแนวโน้มของราคาไม่ว่าขึ้นหรือลง มันควรพิสูจน์ได้จากราคาที่เกี่ยวข้องกับแนวโน้มนั้น จึงจะระบุได้ว่ากราฟราคามีแนวโน้มในทิศทางนั้นจริง ๆ ยกตัวอย่างเมื่อ Dow เพิ่งริเริ่มทฤษฎีนี้นั้น เขาให้ข้อเสนอว่าหากหุ้นในกลุ่ม Utilities (สาธารณูปโภค) มีค่าสูงขึ้นจนได้ New high ดังนั้นราคาของหุ้นประเภท Railroads (ขนส่ง) ต้องได้ New high เหมือนกัน จึงจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าภาพราวมของตลาดมีแนวโน้มในทิศทางสูงขึ้น (ของประเทศนั้น ๆ ซึ่งในที่นี้คือสหรัฐฯ) ซึ่งมันก็สมเหตุสมผลและ Dow มองว่าหากตลาดและภาพรวมทางเศรษฐกิจมันดีขึ้นจริง มันต้องไม่ดีขึ้นเฉพาะแค่เพียงไม่กี่อุตสาหกรรม

4. ปริมาณ Volume ต้องยืนยันแนวโน้ม

ยกตัวอย่างเช่นหากภาพรวมของตลาดมีแนวโน้มในทางบวก (ขาขึ้น) ปริมาณการซื้อขาย (Volume) ของตลาดควรจะเพิ่มขึ้นด้วย และในช่วงพัก Volume จึงควรหดตัว และควรจะเป็นจริงในทางกลับกันคือหากตลาดมีแนวโน้มในทางลบ (ขาลง) และราคาปรับตัวลง ปริมาณการซื้อขาย (Volume) ของตลาดควรจะเพิ่มขึ้น แต่ควรหดตัวในช่วง Rebound อีกตัวอย่างนึงคือปริมาณ Volume นี้จะมีค่าสูงสุดในช่วงพีคของ Bull market (ตลาดขาขึ้น)

5. ราคาปิดของวันสำคัญที่สุด

Dow ให้ขอเสนอว่าราคาปิดในตลาดของแต่ละวันถือว่าเป็นค่าที่สำคัญมาก เพราะไม่ว่าจะ Day trade หรือการทำ Hedge funding ต่าง ๆ นั้นต้องจ่ายเงินที่อิงตามราคาปิดของตลาดทั้งนั้น ราคาปิดของวันจึงมีความสำคัญมาก อ่าว แล้วในกรณีที่ตลาดเปิดตลอดวัน (24 ชั่วโมง) ไม่มีปิดล่ะ? คำตอบก็คือ แม้ว่าตลาดจะเปิด 24 ชั่วโมงแต่ไม่ว่ายังไงสถาบันการเงินหรือโบรกเกอร์ก็ต้องมีจุดเวลาในแต่ละวันเพื่ออ้างอิงในการจ่ายชำระ ซึ่งราคาในเวลาที่กำหนดนี้เรียกว่า Settlement price ซึ่งใช้คำนวณดัชนีต่าง ๆ ของตลาด ไม่ว่าจะเป็น Profit/Loss, Margin ฯลฯ และจะเป็นราคา ณ เวลาเดียวกันของทุก ๆ วัน

6.แนวโน้มของตลาดจะอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนทิศทาง

เช่นเดียวกับการเทรดแนว Trend following คือ Dow เสนอว่าแนวโน้มหรือ Trend ของตลาดนั้นจะมีอยู่อย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะเห็นการเปลี่ยนทิศทางอย่างชัดเจน และในทฤษฎีนี้นั้นไม่คำนึงถึงระยะเวลาหรือระยะทางของแนวโน้มราคา เพียงแต่คอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงหรือสัญญานการเปลี่ยนทิศทางของแนวโน้ม หากมีสัญญาณที่ชัดเจนก็แสดงว่าแนวโน้มนั้น ๆ ใกล้สิ้นสุดแล้ว ซึ่งอาจสังเกตได้จากจุดสูงสุด (High) และจุดต่ำสุด (Low) ของตลาด